|
สุนัขบ้านไหนเป็นโรคขี้เรื้อนเปียกบ้างยกมือขึ้น ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับเจ้าตัวขี้เรื้อนเปียกกันก่อนว่ามันคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร เนื่องจากโรคนี้ก่อให้เกิดปัญหาโรคผิวหนังได้บ่อยเป็นอันดับแรกๆ ซึ่งเจ้าของบางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าโรคนี้ก่อให้เกิดความเสียหายและร้ายแรงแค่ไหน แล้วยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับโรคนี้อยู่
ขี้เรื้อนเปียก (demodex) คือ ตัวไร 8 ขาที่ขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า รูปร่างยาวเรียว คล้ายตัวหนอน ดำรงชีวิตอยู่ในรูขุมขน (hair follicle) เป็นส่วนใหญ่และพบบ้างที่ต่อมไขมัน (sebaceous gland) โดยจะอาศัยน้ำเหลือง (sebum) และเซลล์เนื้อเยื่อที่ตายแล้ว (cell debris) เป็นอาหาร ซึ่งพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดแตกต่างกันไป   โดยทั่วไปจะสามารถพบไรชนิดนี้ได้ในสุนัขทุกตัวซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดโรคผิวหนัง เนื่องจากเป็นนอร์มัล ฟลอร่าหรือเชื้อที่สามารถพบได้ในสัตว์ที่ปกติ
แล้วสุนัขได้รับไรขี้เรื้อนมาได้อย่างไร ได้รับจากการสัมผัสโดยตรงเท่านั้น (Direct contact) จากแม่สุนัขถึงสุนัขแรกเกิดช่วงระยะแรกของชีวิตโดยจะติดต่อในช่วงที่ลูกสุนัขดูดนม เพราะฉะนั้นบริเวณที่เป็นแรกๆมักจะเกิดขึ้นที่อุ้งเท้า รอบปากและรอบตา แต่ เชื้อที่มีอยู่จะมีปริมาณน้อยและไม่สามารถก่อให้เกิดโรคเนื่องจากยังมีภูมิคุ้มกันจากแม่อยู่หรือสุนัขมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะฉะนั้นความเชื่อที่ว่าโรคนี้ติดต่อจากตัวอื่นหรือเลี้ยงในที่สกปรกจึงเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ถ้าสุนัขมีสุขภาพไม่แข็งแรงละ จะเกิดอะไรขึ้น..... ถ้าสุนัขมีสุขภาพไม่แข็งแรง มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออยู่ในภาวะถูกกดภูมิคุ้มกัน อาจเนื่องมาจากภาวะโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ โรคมะเร็ง โรคขาดสารอาหาร การได้รับยาประเภทสเตียรอยด์มานาน หรือสัตว์อยู่ในภาวะเครียดก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้
เราจะทราบได้อย่างไรว่าสุนัขเริ่มมีอาการป่วยแล้ว อาการที่แสดงออกจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบเฉพาะที่และแบบกระจายเป็นบริเวณกว้าง -แบบเฉพาะที่ (พบตำแหน่งที่เกิดรอยโรค 1-5 จุด) มักพบที่บริเวณแก้ม เหนือคิ้ว ขาหน้า โดยสุนัขจะมีอาการขนร่วง ผิวหนังแดง คันและเกา มีแผลอักเสบเป็นตุ่มแดงๆ เล็กๆ ตามปกติแล้วรอยโรคจะเกิดขึ้นเองและจะหายไปเองได้ภายใน 3-8 สัปดาห์ แต่จะมีสุนัขประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่มีโอกาสป่วยเป็นโรคขี้เรื้อนเปียกแบบเฉพาะที่แล้วพัฒนาเป็นแบบกระจายตัวทั่วตัว -แบบกระจายเป็นบริเวณกว้าง (พบรอยโรคมากกว่า 5 ต่ำแหน่ง) มักพบว่าสุนัขตัวที่เป็นมีการอักเสบของผิวหนังรุนแรงมาก มีขนร่วง มีตุ่มหนองแตกออก เป็นแผลคันเกา ผิวหนังมีลักษณะหนาตัวขึ้นและมีสีดำ รอยโรคพบได้ตั้งแต่ส่วนของใบหน้า ลำตัว ขา และเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณอุ้งเท้าที่เกิดการบวม อักเสบ แดงและมีตุ่มหนองจะยิ่งก่อให้เกิดความเจ็บปวดมาก    ถ้าสุนัขที่บ้านเริ่มมีอาการคล้ายกับที่กล่าวไปแล้ว จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นหรือไม่เป็น พาไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรค คือ การขูดตรวจผิวหนังด้วยใบมีดในระดับที่ลึกพอสมควรจนก่อให้เกิดเลือดออกซิบๆ (deep skin scrapings) และการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ (biopsy) ซึ่งก่อนที่จะมีการขูดตรวจควรจะต้องบีบผิวหนังบริเวณที่ตรวจเนื่องจากตัวไรอยู่ในรูขุมขนนั่นเอง
โรคนี้สามารถรักษาได้หรือไม่ รักษาแล้วจะหายขาดไหม โรคนี้สามารถรักษาได้ ซึ่งการรักษาจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความรุนแรง ถ้าเป็นแบบเฉพาะที่อาจใช้แค่แชมพูภายนอกที่มีส่วนประกอบของ benzoyl peroxide แต่ถ้าเป็นแบบกระจายบริเวณกว้างอาจต้องใช้ยาที่ฆ่าไรขี้เรื้อนในกลุ่ม ivermectin หรือ milbemycin ยาปฏิชีวนะเพื่อคุมการติดเชื้อแบคที่เรียแทรกซ้อน การใช้ amitraz ในการจุ่มหรือแช่ตัวสุนัข แต่โรคนี้ก็สามารถกลับมาเป็นได้อีกถ้ารักษายังไม่หายและไม่ต่อเนื่อง หรือมีปัญหากี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันเพราะฉะนั้นการรักษาจึงควรมาขูดตรวจผิวหนังตามนัดหมอ ทานยาต่อเนื่อง เพราะถ้าหยุดการรักษาไป แล้วแสดงอาการของโรคขึ้นมาอีก เท่ากับว่าต้องเริ่มต้นการรักษาใหม่ซึ่งเจ้าของจะสูญเสียทั้งเวลาและทรัพย์สิน ส่วนน้องตูบก็จะทรมานกับโรคผิวหนังต่อไป แล้วความน่ากลัวในการรักษา คือ มีตัวยาเพียงไม่กี่ชนิดที่จะแทรกซึมเข้าไปถึงตัวไรได้ เนื่องจากมันอยู่ลึกลงไปในขุนขน ซึ่งยากต่อการเข้าถึง เพราะฉะนั้นการใช้กำมะถันและน้ำมันก๊าดจะไม่ได้ผลในการรักษา 
แต่ถ้าสุนัขแสดงอาการเหล่านี้ควรหยุดยาแล้วมาพบหมอทันที ซึม อาเจียน อ่อนแรง เดินเซ ม่านตาขยาย น้ำลายไหลเยอะ ตาบอด ตัวสั่น
ถ้าสุนัขที่บ้านเป็นขี้เรื้อนจะติดต่อถึงคนได้หรือไม่ หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่าคนเราก็มีไรขี้เรื้อนอาศัยอยู่เช่นกัน แต่คนละสปีชีกับสุนัข ดังนั้น ไรในสุนัขไม่สามารถติดต่อมาถึงคนได้ เพราะคนกับสุนัขมีความห่างทางเครือญาติ หรือมีวิวัฒนาการแตกต่างกันมาก แม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกัน
|